โครงการ Internationalization

โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยสู่การทำธุรกิจในต่างประเทศ (Internationalization Project)
  1. เหตุผลความจำเป็น

    ธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business) นับเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยมาโดยตลอด โดยในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการส่งออก (Export) และ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI Inflow) เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์เช่นนี้อาจต้องแปรผันไป โดยเฉพาะเมื่อภาวะการแข่งขันและการช่วงชิงอำนาจทางการค้าการลงทุนจากทั่วโลกรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ ส่งผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย ที่สำคัญคือการที่ปัจจุบัน

    • ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังคงส่งออกโดยใช้ราคา F.O.B. เป็นหลัก ในขณะที่ส่วนต่างระหว่างราคา FOB กับราคาขายปลีกสูงขึ้นประมาณ 5 เท่า ส่งผลกระทบให้ประเทศไทยต้องเสียประโยชน์จากส่วนแบ่งมูลค่า (Value Chain) เป็นจำนวนมาก
    • การเปิดเสรีทางการค้าทั้งในระดับพหุภาคีและทวิภาคีเปิดโอกาสให้ธุรกิจ รวมทั้งสินค้าและบริการจากประเทศอื่นๆ เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยยังมิได้ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ที่ได้ทำไว้กับประเทศอื่นอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเข้าไปสู่ตลาดอื่นๆ ที่มีข้อได้เปรียบด้านข้อตกลงทางภาษี และ สิทธิพิเศษต่างๆ
    • เป้าหมายในการสร้างรายได้ให้ประเทศโดยการเพิ่มมูลค่าการส่งออกยังคงกำหนดอยู่ทุกปี ในขณะที่การแข่งขันในยุคโลกาภิวัฒน์โดยเฉพาะจากประเทศรายใหม่ๆ อาทิ จีน อินเดีย แอฟริกา ที่มีข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ แรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี มีผลทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ และทำให้ราคาสินค้าและบริการในตลาดโลกถูกลงอย่างต่อเนื่อง
    • หลายประเทศได้หันมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (FDI Outflow) เพิ่มเติมจากการส่งเสริมการส่งออก (Export) และ การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI Inflow) รวมทั้ง มีการกำหนดเป็นนโยบายเศรษฐกิจระดับชาติที่มีกรอบการดำเนินการ และ การสนับสนุนที่ชัดเจน อาทิ นโยบาย Go-Out Policy ของจีน หรือ นโยบาย Go South Policy ของไต้หวัน ในขณะที่ความสามารถในการแข่งขันของไทยในปี 2550 ได้รับการจัดอันดับโดย Institute for Management Development (IMD) ให้อยู่ในลำดับที่ 33 ตกลงจากอันดับที่ 29 ในปี 2549 โดยระบุว่าจุดอ่อนส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศไทยมีระดับของการออกไปลงทุนในต่างประเทศต่ำ

    รูปการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ อาจทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน (Comparative Advantage) ในระยะยาวและแบบยั่งยืน หากไม่ปรับตัวในเชิงโครงสร้างทางธุรกิจโดยแปรสภาพจากการเป็นประเทศผู้ผลิต (Manufacturing Base) มาเป็นประเทศผู้ค้า (Trading Nation) และ ประเทศผู้ลงทุน (Investor Country) ด้วยการส่งเสริมผู้ประกอบการสู่การทำธุรกิจในต่างประเทศ

  2. วัตถุประสงค์

    • ให้การออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศของผู้ประกอบการไทย เป็นกลไกในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และ การเข้าไปมีส่วนแสวงมูลค่าในส่วนของธุรกรรมระหว่างประเทศเพิ่มเติมจากการขายสินค้าราคา F.O.B. แต่เพียงอย่างเดียว
    • รับมือกับสภาวะการเปิดเสรี และ การสลายตัวของระบบสิทธิพิเศษทางการค้า อาทิ โควต้า จีเอสพี โดยการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปทำธุรกิจในประเทศที่มีความได้เปรียบในเรื่องของระบบภาษี และ สิทธิพิเศษทางการค้า
    • ปรับตัวเชิงโครงสร้างทางการค้าและการลงทุนของไทยไปสู่ทิศทางที่แข่งขันได้มากขึ้น โดยการแสวงหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ แรงงาน เทคโนโลยี ระบบโลจิสติกส์ ที่มีต้นทุนต่ำ และ/หรือ มีประสิทธิภาพสูง รวมทั้ง แสวงหาตลาดใหม่ๆ สำหรับสินค้าและธุรกิจบริการ
    • เพิ่มความสามรถในการแข่งขันของธุรกิจส่งออกไทยในระยะยาว
        
  3. รูปแบบธุรกิจในต่างประเทศที่กรมส่งเสริมการส่งออกให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

    สำหรับรูปแบบของการออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศที่กรมส่งเสริมการส่งออกให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอยู่นั้น ครอบคลุมทั้งรูปแบบการดำเนินธุรกิจในมิติด้านการผลิต (Manufacturing Dimension) และ มิติด้านการค้าและบริการ (Non-Manufacturing Dimension) ดังนี้

    " รูปแบบธุรกิจในมิติด้านการผลิต จะเน้นให้การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยที่สนใจออกไปดำเนินธุรกิจแสวงหาวัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลาง (Sourcing) ว่าจ้างผลิต (Subcontracting) หรือ เปิดโรงงาน (Green Field Investment/Brown Field Investment) ในต่างประเทศ

    " รูปแบบธุรกิจในมิติด้านการค้าและบริการ เน้นให้การส่งเสริมผู้ประกอบการที่สนใจออกไปหาตัวแทนการขาย (Sales Representatives) เปิดแฟรนไชซ์ (Franchising) หรือ ขายลิขสิทธิ์ (Licensing) ทั้งนี้
    ผู้ประกอบการสามารถพิจารณาเลือกดำเนินธุรกิจในลักษณะที่เป็นผู้ลงทุนแต่เพียงผู้เดียว (Wholly Owned Business) หรือ เป็นผู้ร่วมลงทุนในกิจการ (Joint Venture)

  4. การสนับสนุนจากทางกรมส่งเสริมการส่งออก
    • การบริการด้านของข้อมูลและคำปรึกษาเชิงลึก ได้แก่ ข้อมูลกฎหมายการลงทุน กฎหมายแรงงาน กฎระเบียบการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ การจดทะเบียนลิขสิทธิ์ เป็นต้น
    • การจัดทำนัดหมายและนำพาผู้ประกอบการไทยไปพบกับบริษัทที่สนใจร่วมลงทุน (B2B Matching) และ หน่วยงานภาครัฐ (B2G Networking) ในประเทศที่ผู้ประกอบการไทยสนใจออกไปลงทุน
    • การถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จในการออกไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจและเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่นที่อาจสนใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยการจัดสัมมนา และ การฝึกอบรม

 


คู่มือการลงทุนในต่างประเทศ


Department of International Trade Promotion Website